วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ฟังก์ชัน PHP

PHP ฟังก์ชันวิธีการสร้าง ข้อกำหนด คุณสมบัติต่างๆ และการเรียกใช้
                  งานฟังก์ชัน การส่งค่าตัวแปรเพื่อประมวลผลในฟังก์ชัน การส่งค่ากลับเมื่อฟังก์ชันท างานเสร็จ เป็นต้น
                 ซึ่งหน้าที่หลักๆ ของฟังก์ชันนั้นจะช่วยลดขั้นตอนการเขียนโปรแกรมที่ต้องท าซ้ าๆ หรือใช้งานบ่อยครั้ง ทำให้การเขียนโปรแกรมท าได้ง่ายและรวดเร็ว สามารถสร้างเป็นไลบรารีฟังก์ชันส าหรับการใช้งานในครั้ง
ต่อๆ ไป                                                                                    
                  ฟังก์ชัน (Functions) คือ กลุ่มหรือชุดของค าสั่งที่สร้างขึ้นเพื่อท าหน้าที่หนึ่งๆ เมื่อต้องการใช้งาน
ก็เพียงเรียกชื่อฟังก์ชันนั้นก็สามารถใช้งานได้ทันที ฟังก์ชันใน PHP สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
1) ฟังก์ชันมาตรฐาน (Built-in Functions) และ 2) ฟังก์ชันที่ผู้ใช้งานเป็นผู้สร้างเอง (User Defined
Functions) มีรายละเอียด ดังนี้
ฟังก์ชันมาตรฐาน (Built-in Functions)
                 ฟังก์ชันมาตรฐาน คือ ฟังก์ชันที่มาพร้อมกับ PHP สามารถเรียกใช้งานได้ทันทีฟังก์ชันมาตรฐานมี
หลายกลุ่มการท างาน สามารถจ าแนกตามหน้าที่ ดังนี้
ฟังก์ชันที่เกี่ยวกับวันที่และเวลา
ฟังก์ชันที่เกี่ยวกับการค านวณทางคณิตศาสตร์
ฟังก์ชันที่เกี่ยวกับการติดต่อกับฐานข้อมูล
ฟังก์ชันที่เกี่ยวกับการจัดการกับกับสตริงหรือข้อความ

ฟังก์ชันที่ผู้ใช้งานเป็นผู้สร้างเอง (User Defined Functions)

                    ฟังก์ชันที่ผู้ใช้งานเป็นผู้สร้างเอง คือ กลุ่มของค าสั่งที่ผู้ใช้เป็นผู้เขียนหรือพัฒนาขึ้นมาเอง เพื่อ
ทำงานหรือทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งตามต้องการ
                    จากที่ได้กล่าวถึงในข้างต้น สรุปได้ว่า หลักๆ แล้วฟังก์ชันมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท ทั้ง 2 ประเภท
ก็จะมีฟังก์ชันที่ประกอบไปด้วย ฟังก์ชันที่ไม่มีการส่งค่าระหว่างฟังก์ชัน และฟังก์ชันที่มีการส่งค่าระหว่าง
ฟังก์ชัน ค่าที่ใช้รับส่งระหว่างฟังก์ชัน จะเรียกว่า พารามิเตอร์ (parameter) หรือบ้างก็เรียกว่า อากิวเมนต์
(argument) ในหนังสือเล่มนี้ผู้แต่งขอใช้คำว่า พารามิเตอร์ เพียงอย่างเดียวเมื่อกล่าวถึงค่าตัวแปรที่ใช้
สำหรับการรับส่งค่าระหว่างฟังก์ชัน
การเรียกใช้งานฟังก์ชันมาตรฐานของ PHP
                       ในการเรียกใช้งานฟังก์ชันจะต้องตรวจสอบก่อนว่าฟังก์ชันนั้นๆ เป็นฟังก์ชันเพื่อทำหน้าที่อะไร มี
การรับส่งค่าตัวแปรระหว่างฟังก์ชันหรือไม่ ถ้าไม่มีการรับส่งค่าระหว่างฟังก์ชัน ก็สามารถเรียกใช้งานได้
เลย แต่ถ้ามีการรับส่งค่าระหว่างฟังก์ชัน ก็จะต้องมีการระบุค่าพารามิเตอร์ ให้ถูกต้องตามรูปแบบที่ฟังก์ชัน
กำหนด

 รูปแบบฟังก์ชันที่ไม่มีการรับส่งค่าระหว่างฟังก์ชัน

function_name ( );

 รูปแบบฟังก์ชันที่มีการรับส่งค่าระหว่างฟังก์ชัน

function_name ($value1, $value2);

 การเรียกใช้งานฟังก์ชันมาตรฐาน

<?php$today = date("d/m/Y"); // เรียกใช้งานฟังก์ชัน date(); พร้อมระบุค่าอากิวเมนต์echo $today; // แสดงผลลัพธ์ เป็นวันที่ปัจจุบัน เช่น 6/7/2012 เป็นต้น?>

การสร้างฟังก์ชัน


                 ลักษณะของงานที่จะน ามาสร้างเป็นฟังก์ชันนั้น ควรเป็นงานหรือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่
มักจะต้องทำช้าๆ และบ่อยครั้ง เพื่อให้ไม่ต้องเขียนคำสั่งหรือชุดคำสั่งนั้นๆ ทุกครั้งที่ต้องการทำงาน
แบบเดิม ซึ่งสามารถแยกคำสั่งบางส่วนออกมาสร้างเป็นฟังก์ชันไว้ต่างหากและนำมาทำเป็นฟังก์ชัน และ
เรียกใช้ตามลักษณะงานที่ต้องการ จะช่วยให้โค้ดคำสั่งของมีขนาดเล็กลง ช่วยลดการใช้ทรัพยากร และง่าย
ในการปรับปรุงแก้ไขในอนาคต เพราะสามารถแก้ไขเพียงครั้งเดียวก็จะมีผลทุกจุดที่เรียกใช้ฟังก์ชัน


รูปแบบ

<?phpfunction ชื่อฟังก์ชัน (พารามิเตอร์){ค าสั่ง;}?>
หมายเหตุ
การตั้งชื่อฟังก์ชัน มีหลักเกณฑ์คล้ายกับการตั้งชื่อตัวแปร ดังนี้
- ต้องขึ้นต้นชื่อด้วย a-z หรือ _ เท่านั้น
- ต้องประกอบด้วย a-z, 0-9 หรือ _ เท่านั้น
- ต้องไม่ซ้ำกับชื่อฟังก์ชันที่มีอยู่แล้วหรือฟังก์ชันมาตรฐานของ PHP
พารามิเตอร์ คือ ตัวแปรหรือข้อมูลที่ต้องการรับจากภายนอกฟังก์ชันเข้ามาประมวลผลภายใน
ฟังก์ชัน จะมีหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจำเป็นต้องใช้หรือไม่
การเรียกใช้ฟังก์ชันที่สร้างเอง
การเรียกใช้ฟังก์ชันที่สร้างเองสามารถทำได้เช่นเดียวกับการใช้ฟังก์ชันมาตรฐานของ PHP คือ
ต้องระบุชื่อฟังก์ชันที่ต้องการใช้งานโดยระบุข้อมูลที่จะส่งให้กับฟังก์ชัน (ถ้ามี) ดังตัวอย่าง

 การสร้างฟังก์ชัน

<?phpfunction generateFooter ($msg){printf ("<p><font color=red> %s <font></p>",$msg);}?>

 การเรียกใช้ฟังก์ชันที่สร้างเอง

<?phpgenerateFooter ("Copyright 2012 Mr.Parinya Noidonprai");?>

ฟังก์ชันแบบมีการส่งค่าพารามิเตอร์

                    พารามิเตอร์ คือ ข้อกำหนดในการรับข้อมูลของฟังก์ชัน โดยข้อมูลนั้นจะถูกนำไปใช้ประมวลผล
ภายในฟังก์ชัน พารามิเตอร์จะทำให้ฟังก์ชันมีความยืดหยุ่นต่อการใช้งาน เพราะผลลัพธ์จะแปรเปลี่ยนไป
ตามค่าพารามิเตอร์นั้น วิธีการกำหนดค่าพารามิเตอร์ มีดังนี้

พารามิเตอร์แบบกำหนดค่าเริ่มต้น (Default Parameter)

                    ในบางฟังก์ชันอาจใช้ค่าพารามิเตอร์ค่าใดค่าหนึ่งเป็นส่วนใหญ่ โดยอาจมีการเปลี่ยนไปใช้ค่าอื่น
บ้างในบางครั้ง ดังนั้นเพื่อความสะดวกจึงมีการกำค่าพารามิเตอร์แบบกำหนดค่าเริ่มต้นขึ้น โดยจะ
กำหนดค่าพารามิเตอร์ที่ต้องใช้บ่อยๆ ไว้ล่วงหน้า หรือป้องกันปัญหาในกรณีที่ไม่ได้กำหนดค่าพารามิเตอร์
ให้กับฟังก์ชัน เมื่อมีการเรียกใช้ฟังก์ชันหากไม่มีการส่งค่าพารามิเตอร์มาให้ฟังก์ชัน ฟังก์ชันจะเรียกใช้ค่า
เริ่มต้นที่กำหนดไว้ให้แทน รูปแบบการกำหนดพารามิเตอร์แบบกำหนดค่าเริ่มต้น มีรายละเอียด ดังนี้
รูปแบบ
<?phpfunction ชื่อฟังก์ชัน (ชื่อพารามิเตอร์ = ค่าเริ่มต้น) { ค าสั่ง;}?>ตัวอย่างที่6.6 ฟังก์ชันปิรามิดตัวเลข
<?phpfunction pyramidNumber ($number=7) {for ($loop1=$number; $loop1>=1; $loop1--) {
 for($loop2=1; $loop2<=$loop1; $loop2++) { printf (" %d ",$loop2); } echo "</ br>";}}?>



วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Oracle

                           Oracle ซอฟต์แวร์ระบบการจัดการฐานข้อมูลที่คุณควรรู้จักซอฟท์แวร์ เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพผู้ผลิต ซอฟท์แวร์จึงจำเป็นที่ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้องค์กรตัดสินเลือก ซอฟท์แวร์ไปใช้งานภายในองค์กรซอฟท์แวร์ที่ได้รับความนิยมด้านการจัดการฐาน ข้อมูลอย่างเป็นระบบ รายงานล่าสุดจากออราเคิล คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรรายใหญ่สุดของโลกเปิดเผยว่า ซอฟต์แวร์และบริการของออราเคิลเป็นที่ยอมรับในตลาดเอเชียมากขึ้นอย่างต่อ เนื่อง ทั้งระบบแอพพลิเคชั่นเพื่อธุรกิจ เทคโนโลยีด้านดาต้าเบส ระบบอัจฉริยะ ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการสร้างระบบกลางที่ช่วยให้เห็นการทำงานของระบบ ปฏิบัติการเดียวกันทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลก

                             ในไตรมาสแรกลูกมีผู้ประกอบการในภูมิภาคที่เลือกใช้ระบบ Oracle9i Database และ/หรือ Oracle9i Application Server และหรือ Oracle Collaboration Suite ได้แก่ Citibank, N.A. Asia Pacific Processing Center (สิงคโปร์), Compal Electronics Inc. (ไต้หวัน), กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ไทย), Ministry of the Interior (ไต้หวัน), National Archives Administration (ไต้หวัน) และ Tenaga Nasional Berhad (มาเลเซีย) เนื่องจากระบบเว็บไซด์อี-บิสสิเนส และแอพพลิเคชั่นเพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรม และการตัดสินใจ ต้องมีระบบแอพพลิเคชั่นเซริฟเวอร์รองรับ และทั้ง Oracle9i Database กับ Oracle9i Application Server ก็เป็นอีกทางเลือกสำหรับองค์กรที่ต้องการยกระดับผลการดำเนินงานและเพื่อ ประโยชน์ในด้านค่าใช้จ่ายของระบบโครงสร้างที่สมบูรณ์แบบ

                              ระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS(Database Management System)ระบบ ฐานการจัดการฐานข้อมูล( DBMS) คือ ซอฟต์แวร์ที่ถูกสร้างขึ้น วัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้ฐานข้อมูล ทำหน้าที่สร้างฐานข้อมูล แก้ไขฐานข้อมูล การเข้าถึงข้อมูล การเรียกคืนข้อมูล เป็นต้น ปรัปปรุง และใช้ฐานข้อมูล ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาซอฟต์แวร์มาเพื่อทำหน้าที่ต่างๆของ DMBS เช่น ,SQL Serverเวอร์ชั่น 7.0, 2000 ,Oracel ,dBASE, FOXPRO, MICROSFT ACCESS, INFORMIX, เป็นต้น
ทำความรู้จัก Oracle

                           ฐานข้อมูล Oracle เป็นฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมและมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง เหมาะกับการจัดการเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ที่ต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงใน การใช้งาน การจัดการฐานข้อมูล Oracleให้เป็นไปอย่างถูกต้องจะช่วยให้การใช้งานฐานข้อมูลเป็นไปได้ง่ายและมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หน้าที่ในการจัดการฐานข้อมูลเป็นหน้าที่หลักของผู้ดูและระบบฐานข้อมูล หรือ DBA (Database Administrator)


                                  ประวัติ ในปี ค.ศ. 1977 บริษัท Relation Software Inc หรือ RSI ได้ถือกำเนิดขึ้นใน Redwood รัฐ Clariflornia ผู้ร่วมก่อตั้งคือ Lawrence; J Ellison จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอิลินอยส์และชิคาโก ต่อมาในปี ค.ศ.1983 บริษัท RSI ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Oracle Corparation เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนกับคู่แข่งที่ชื่อ RIT ณ เวลานั้นนักพัฒนา Applicationได้สร้างระบบฐานข้อมูลที่สามารถทำงานได้หลายแพลตฟอร์มซึ่งเป็น เวอร์ชั่น 3 และออกจำหน่ายในท้องตลาด โดยเวอร์ชั่นนี้สามารถทำงานได้ทั้งระบบ Digital VAX / VMS แต่ยังสามารถทำงานบนแพลตฟอร์ม Unix และแพลตฟอร์มอื่นๆอีกด้วย จนถึง ค.ศ. 1985 บริษัท Oracle ได้กล่าวว่าระบบฐานข้อมูลสามารถทำงานได้มากกว่า 30 แพลตฟอร์ม ในปัจจุบันนี้สามารถทำงานได้ถึง 80 แพลตฟอร์ม เช่น แพลตฟอร์ม Sun”Solaris, IBM, AIX, Windows ต่างๆและ Linux เพื่อต้องการส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด นอกจากมีการสนับสนุนหลายๆแพลตฟอร์มแล้ว ข่าวคราวของ Oracle กลางทศวรรษที่ 1980 ยังคงได้ยินจนถึงปัจจุบันนี้ รวมถึงเครื่องมือในการพัฒนา Software และการตัดสินใจภาษา SQL ตามมาตรฐาน ANSI สามารถทำงานข้ามแพลตฟอร์มต่างๆได้และเชื่อมต่อเน็ตเวิร์คมาตรฐาน เป็นต้น

                             ตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1980 โมเดลการกระจายฐานข้อมูลก็ค่อยๆปรากฏออกมาจาก ดาตาเบส แอปพลิเคชั่น เซิร์ฟเวอร์เป็น ไคลแอนท์/เซิร์ฟเวอร์ แล้วกลายมาเป็น Internet ที่ทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและเครื่องคอมพิวเตอร์ไคลแอนท์ที่ใช้ ทรัพยากรน้อย หรือเรียกว่า Thin Client และสามารถเข้าถึง ดาต้าเบสแอปพลิเคชั่นด้วยเบราเซอร์และกลายเป็นเทคโนโลยี Three-Tier ซึ่งเราจะพบเห็นในปัจจุบันนี้เช่น Web Service Oracle นะนำลักษณะเด่นด้านเทคนิคใหม่ๆ มาใส่ไว้ในฐานข้อมูลเหมือนกับโมเดลการคำนวณและการกระจายที่มีการเปลี่ยนแปลง จากการให้ฐานข้อมูลแบบกระจายจนถึง Java Virtual Machine ในเอ็นจิน ฐานข้อมูลหลัก

                               กว่า 3 ทศวรรษ ที่ออราเคิลยืนหยัดอยู่บนถนนสายซอฟต์แวร์ แลรี่ เอลลิสัน ก่อตั้งออราเคิลขึ้น เพราะเห็นโอกาสเติบโตสูงมากของตลาดฐานข้อมูล(ดาต้าเบส) และยังพัฒนาขยายธุรกิจดาต้าเบส ซึ่งเป็นเจ้าตลาดอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง ชื่อของออราเคิลในฐานะบริษัทซอฟต์แวร์ด้านระบบบริหารฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด ในโลกและมีระบบบริหารธุรกิจ การบัญชีการเงิน ระบบบริหารการผลิต บริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) หรือเรียกรวมๆว่า อีบิสซิเนส สวีท (E-Business Suite) ซึ่งคุณสมบัติของ Oracle เช่น โปรแกรมประมวลผลคำ โปรแกรมตารางคำนวณ โปรแกรมฐานข้อมูล โปรแกรมนำเสนอเกม โปรแกรมป้องกันไวรัส นอกจากนี้ยังมีระบบการติดตั้งที่รวดเร็ว ช่วยให้วงจรการดำเนินธุรกิจหลักๆ ขับเคลื่อนได้ภายในเวลาอันสั้น อีกทั้งยังเป็นชุดแอปพลิเคชั่นอยู่ภายใต้งบประมาณที่เหมาะสม

                                  ชุดผลิตภัณฑ์ฐานข้อมูล Oracle 1. เวอร์ชั่นบุคคล เป็นฐานข้อมูลที่ใช้คนเดียวเพราะสามารถ เขียน แก้ไขบนโค้ดคอมพิวเตอร์เดียว ซึ่งถ้ามีการ Hank ของข้อมูลก็จะไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน 2. เวอร์ชั่นมาตรฐาน เป็นฐานข้อมูล Server ใช้กันหลายคนหรือเรียกว่า Work group Server 3. เวอร์ชั่น Enterprise เช่นเดียวกับเวอร์ชั่นมาตรฐาน แต่สนับสนุนผู้ใช้ได้มากและรวมฟังก์ชั่นเครื่องมือต่างๆเพิ่มขึ้น เช่นการจัดการระดับสูง network program คลังข้อมูล เป็นต้น

                              การใช้ฐานข้อมูล Oracle  ก่อนอื่นขอแนะนำแบบของฐานข้อมูล Oracle เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความคุ้นเคยกับ oracle มากขึ้น และสามารถเลือกใช้ได้ตรงตามจุดประสงค์ และลักษณะงาน ซอฟแวร์ของ Oracle มี 2 แบบ คือ Personal Oracle และ Oracle Server ทั้ง 2 แบบนี้มีลักษณะการใช้งานและคำสั่งเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ Personal Oracle คือฐานข้อมูลที่เมื่อติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ผู้ใช้จะต้องนั่งทำงานกับ Oracle นี้ที่หน้าเครื่องท่านั้น
                    
                                ส่วนของ Oracle Server คือฐานข้อมูลในลักษณะเซิร์ฟเวอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมของ Oracle Server ไว้ และยอมให้ผู้ใช้งานเรียกฐานข้อมูล หรือจัดการกับข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ได้(เรียกเครื่องอื่นๆ เป็นไคลเอนต์) ดังนั้นถ้าต้องการให้มีผู้เรียกใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลหลาย ๆ คนได้ ก็ควรต้องเลือกแบบที่เป็น Oracle Server ซึ่งมี 2 อิดิชั่น คือ Standard Edition และ Enterprise Edition สำหรับเวอร์ชั่นของ Oracle ซึ่งใช้กันอยู่ปัจจุบันมีหลายเวอร์ชั่น ตั่งแต่เวอร์ชั่น 7,8 และ 9 แต่ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นใด ถ้ากล่าวถึงคำสั่งทีใช้ในการจัดการข้อมูลแล้วยังเหมือนกันทั้งสิ้น



Microsoft SQL Server 

SQL Server เป็นระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (relational database management system หรือ RDBMS) จาก Microsoft ที่ได้รับการออกแบบสำหรับสภาพแวดล้อมวิสาหกิจ SQL Server เรียกใช้บน T-SQL (Transact -SQL) ชุดของส่วนขยายโปรแกรมจาก Sybase และ Microsoft ที่เพิ่มหลายส่วนการทำงานจาก SQL มาตรฐาน รวมถึงการควบคุมทรานแซคชัน, exception และการควบคุมความผิดพลาด, การประมวลผลแถว และการประกาศตัวแปร
                       Yukon เป็นชื่อรหัสในการพัฒนา SQL Server 2005 ได้รับการเผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน 2548 ผลิตภัณฑ์ 2005 ได้รับการกล่าวว่าให้ความยืดหยุ่น ความสามารถเชิงปริมาณ ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัยกับการประยุกต์ฐานข้อมูล และทำให้สร้างและจัดวางง่ายขึ้น ดังนั้น จึงลดความซับซ้อนและความน่าเบื่อเกี่ยวกับการจัดการฐานข้อมูล SQL Server 2005 รวมการสนับสนุนการบริหารมากขึ้นด้วย
                     ต้นกำเนิดคำสั่ง SQL Server ได้รับการพัฒนาโดย Sybase ในปลายทศวรรษ 1980 Microsoft, Sybase และ Ashton-Tate รวมมือในการผลิตเวอร์ชันแรกของผลิตภัณฑ์นี้เวอร์ชันแรก SQL Server 4.2 สำหรับ OS/2 นอกจากนี้ ทั้ง Sybase และ Microsoft เสนอผลิตภัณฑ์ SQL Server โดย Sybase เปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเป็น Adaptive Server Enterprise


My SQL 

 ประวัติMySql

                               MySQL (มายเอสคิวแอล) เป็นระบบจัดการฐานข้อมูล ( Relational Database Management System )โดยใช้ภาษา SQL. แม้ว่า MySQL เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส แต่แตกต่างจากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สทั่วไป โดยมีการพัฒนาภายใต้บริษัท MySQL AB ในประเทศสวีเดน โดยจัดการ MySQL ทั้งในแบบที่ให้ใช้ฟรี และแบบที่ใช้ในเชิงธุรกิจ
MySQL สร้างขึ้นโดยชาวสวีเดน 2 คน และชาวฟินแลนด์ ชื่อ David Axmark, Allan Larsson และ Michael "Monty" Widenius.
ปัจจุบันบริษัทซันไมโครซิสเต็มส์ (Sun Microsystems, Inc.) เข้าซื้อกิจการของ MySQL AB เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นผลิตภัณฑ์ภายใต้ MySQL AB ทั้งหมดจะตกเป็นของซัน

                                 MySql คือ ระบบจัดการฐานข้อมูลที่มีหน้าที่เก็บข้อมูล  เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลที่ได้จากระบบงานที่โปรแกรมเมอร์ได้สร้างขึ้น  โดยใช้ภาษา SQL  (SQLคือภาษาที่ใช้ในการจัดการกับฐานข้อมูลโดยเฉพาะ เช่น สร้างฐานข้อมูล เพิ่มข้อมูล แก้ไขข้อมูล ลบข้อมูล เป็นต้น )โดย MySql จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับฐานข้อมูล ซึ่ง MySQL เป็นระบบจัดการฐานข้อมูล (database management system DBMS) สำหรับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ โดยเราสามารถติดต่อกับ MySQL โดยการเขียนโปรแกรมภาษาต่าง ๆ ได้เช่น PHP, Perl, Java, C#, C, Ruby, C++ เป็นต้น



 MySQL เป็นโปรแกรมที่เปิดเผยรายละเอียดซอร์สโค้ด(Opensource)


                                หมายความว่า ใครที่สนใจพัฒนา MySql และสามารถเขียนโปรแกรมด้วยภาษา C ได้ ก็สามารถนำเอาซอร์สโค้ด ของโปรแกรม MySQL ซึ่งเขียนด้วยภาษา C ไปดัดแปลง ปรับปรุง แก้ไข ให้ตรงกับที่ต้องการได้ทันทีโดยไม่ผิดกฎหมาย ใช้ได้กับทุกระบบปฏิบัติการ

ข้อดี ข้อเสีย ของ MySQL เมื่อเปรียบเทียบกับ Access และ Sql Server




ข้อดี

-สามารถเอาซอร์โค้ดโปรแกรมมาพัฒนาต่อยอดได้
-สามารถนำไปใช้ได้กับทุกระบบทุกแพลตฟอร์ม ใช้กับ ASP,JSP ก็ได้ แต่ที่เรานิยมเอามาใช้งานร่วมกับ PHP ก็เพราะว่า MySQL กับ PHP เป็น Open Source เหมือนกัน มีความน่าเชื่อถือสูง สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเสถียรมากที่สุด รองรับการใช้งานหลายแพลตฟอร์ม และค่าใช้จ่ายน้อย
 -เนื่องจากเป็นที่นิยมจึงสามารถ หาข้อมูลการใช้งานได้ง่าย (หาง่ายกว่า Access , SQL server )
-ใช้ทรัพยากรเครื่องน้อย performance สูง
- มีผู้ให้บริการServerส่วนใหญ่ รองรับฐานข้อมูล MySql มากกว่าฐานข้อมูลแบบอื่น

ข้อเสีย

-ใช้งานยากกว่าสองตัวข้างต้น ซึ่งจะเป็นการสร้างฐานข้อมูลด้วย Command line แบบพิมพ์คำสั่ง                   
แต่ก็ในปัจจุบันมี เครื่องมือช่วยออกแบบฐานข้อมูลแบบมีหน้าจอGUI  ที่เรียกว่า phpmyadmin                     
ที่ช่วยในการสร้างMySql ได้อย่างง่ายขึ้น ซึ่งสามารถโหลดเพิ่มเติมได้
-เครื่องมือให้ใช้ได้น้อยกว่า(SqlServer,Access)ซึ่ง Mysqlจะเหมาะสำหรับใช้งานในระบบงานขนาดเล็กถึงขนาดกลาง และจะใช้งานได้ดีมากๆถ้าเขียนโปรแกรมติดต่อMySql ด้วยภาษา PHP และติดตั้งลงบน OS Unix platform ซึ่งนอกจากจะไม่เสียตังแล้วยังมีความปลอดภัยสูงอีกด้วย

ความสามารถของ MySQl

MySQL จะมีความความสามารถครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้ในระบบงานขนาดเล็กถึงขนาดกลาง
นั่นหมายความว่า ถ้าฐานข้อมูลประเภทอื่นเช่น Sql Server ,Access ,oracle  ในงานขนาดเล็กหรือขนาดกลาง
จะทำให้ได้รับความสามารถต่างๆของระบบฐานข้อทูล ที่เกินความจำเป็น  ซึ่งถือเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ
โดย MySql มีความสามารถเด่น ๆ ดังนี้
- MySQL สามารถใช้คำสั่ง SQL ในการสั่งงาน
- ใช้ Kernel Threads ในการทำงานแบบ Multi - threaded
- สนับสนุน  API ต่าง ๆ มากมาย เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบ
- MySQL สามารถรันได้ในหลายระบบปฏิบัติการ
- สนับสนุน Group by และ Order by clauses และ Group Fune
- สนับสนุน  Rihgt outer Join และ Left outer Ioin
- มีความยืดหยุ่นสูง ในการกำหนดสิทธิและรหัสผ่านให้มีความปลอดภัย
- สามารถรับรองข้อมูลขนาดใหญ่ ได้ระดับล้านระเบียน
และอื่นๆ

Microsoft Access 

                        โปรแกรม Microsoft Access 2010 เป็นโปรแกรมจัดการระบบฐานข้อมูลที่ช่วยจัดการกับระบบฐานข้อมูลได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ตั้งแต่การจัดเก็บ ค้นหา วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูล ซึ่งโปรแกรม Access สามารถทำได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว โปรแกรม Microsoft Acces 2010 ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุด ได้มีการปรับปรุงคุณภาพของโปรแกรมในหลาย ๆ ด้านเพื่อให้การจัดการระบบฐานข้อมูลเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โปรแกรม Access 2010 เป็นโปรแกรมประเภทจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ที่ทำกันในสำนักงาน หรือองค์กรขนาดเล็ก และยังสามารถเขียนกลุ่มโปรแกรม (แมโคร และ มอดูล) ของ วิชวลเบสิก เพื่อใช้ในการทำงานได้ โปรแกรม Access ยังสามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล Microsoft SQL Server ได้ด้วย
                        ความแตกต่างระหว่างโปรแกรม Access กับ Visual Basic หรือ Visual Basic .Net คือ วิชวลเบสิกไม่มีส่วนเก็บข้อมูลในตนเอง แต่สามารถพัฒนาโปรแกรมได้หลากหลาย เช่น พัฒนาโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์ โปรแกรมประยุกต์ทางวิทยาศาสตร์ เกมส์ หรือเชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลภายนอก เป็นภาษาที่เหมาะกับการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ (Application)
                        ส่วนโปรแกรม Access เหมาะสำหรับนักพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ไม่ต้องการโปรแกรมที่ซับซ้อน ความสามารถของโปรแกรม Access ที่สำคัญคือสร้างตาราง แบบสอบถาม ฟอร์ม หรือรายงานในแฟ้มเดียวกันได้ ด้วยคุณสมบัติพื้นฐานและวิซซาร์ดจึงอำนวยให้โปรแกรม Access พัฒนาโปรแกรมให้แล้วเสร็จได้ในเวลาอันสั้น มีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลอย่างครบถ้วน
                      การกำหนดชื่อฟอร์มใน Access 2010
การกำหนดชื่อฟอร์มที่ได้สร้างขึ้นมามีขั้นตอนดังต่อไปนี้

วิธีการกำหนดชื่อฟอร์ม

ขั้นตอนที่ 1. คลิกแท็บ ออกแบบ (Design)
ขั้นตอนที่ 2. คลิกเลือก ชื่อเรื่อง (Title)


ขั้นตอนที่ 3. พิมพ์ชื่อฟอร์มที่ต้องการ


การแสดงข้อมูลด้วย Textbox ใน Access 2010

Textbox เป็นคอนโทรลที่ใช้ป้อนข้อมูล และแสดงข้อมูลที่จะติดต่อกับฐานข้อมูล โดยการแสดงข้อมูลด้วย Textbox นั้นมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
วิธีการแสดงข้อมูลด้วย Textbox
ขั้นตอนที่ 1. คลิกแท็บ ออกแบบ (Design)
ขั้นตอนที่ 2. คลิกไอคอน กล่องข้อความ (Textbox)
ขั้นตอนที่ 3. คลิกลงบนฟอร์ม 1 ครั้ง
ขั้นตอนที่ 4. คลิกแท็บ รูปแบบ (Format)
ขั้นตอนที่ 5. กำหนดชื่อ และคุณสมบัติของฟอร์ม



คุณประโยชน์ 10 อันดับแรกของ Microsoft Office Access 2007

                          Microsoft Office Access 2007 ช่วยให้ผู้ที่ทำงานกับข้อมูลสามารถติดตามและรายงานข้อมูลได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ด้วยส่วนติดต่อผู้ใช้ Microsoft Office Fluent และความสามารถในการออกแบบเชิงโต้ตอบที่ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งไม่ต้องอาศัยความรู้ด้านฐานข้อมูลในเชิงลึก ผู้ใช้สามารถแบ่งปันข้อมูลร่วมกันผ่านทางเว็บโดยใช้รายการ Microsoft Office SharePoint Server 2007 ที่ๆ คุณสามารถแก้ไขและสำรองข้อมูลได้ ต่อไปนี้เป็น 10 หนทางที่ Office Access 2007 จะช่วยคุณ

 1.  ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เร็วกว่า ด้วยส่วนติดต่อผู้ใช้ OFFICE FLUENT
                OFFICE ACCESS 2007 ให้ประสบการณ์การใช้งานใหม่ ด้วยส่วนติดต่อผู้ใช้ OFFICE FLUENT และมุ่งเน้นผลลัพธ์ บานหน้าต่างการนำทาง และมุมมองหน้าต่างที่ปรากฏเป็นแท็บ แม้ว่าจะไม่มีประสบการณ์กับฐานข้อมูลมาก่อน ผู้ใช้จะสามารถเริ่มต้นติดตามข้อมูล และสร้างรายงานเพื่อที่จะตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น

2.  เริ่มต้นอย่างรวดเร็วโดยใช้โซลูชันที่สร้างไว้ล่วงหน้า
                  ด้วยไลบรารีของโซลูชันที่สร้างไว้ล่วงหน้าซึ่งมีหลากหลาย คุณสามารถเริ่มต้นติดตามข้อมูลของคุณได้ทันที ฟอร์มและรายงานได้รับการสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกของคุณ แต่คุณสามารถกำหนดโซลูชันเหล่านี้เอง เพื่อให้ตรงกับความต้องการทางธุรกิจของคุณ ที่ติดต่อ การติดตามประเด็นปัญหา การติดตามโครงการ และการติดตามสินทรัพย์ เป็นเพียงโซลูชันสำเร็จรูปจำนวนหนึ่งที่มีอยู่ใน Office Access 2007

3.  สร้างรายงานหลายรายงานที่มีมุมมองต่างๆ กันสำหรับข้อมูลเดียวกัน
                    การสร้างรายงานใน Office Access 2007 เป็นแบบ “what you see is what you get” (WYSIWYG) อย่างแท้จริง คุณสามารถปรับเปลี่ยนรายงานโดยมีผลลัพธ์ที่ปรากฏให้เห็นแบบเรียลไทม์และบันทึกมุมมองที่หลากหลายสำหรับผู้ชมในกลุ่มต่างๆ กัน บานหน้าต่างการจัดกลุ่มใหม่ พร้อมด้วยความสามารถในการกรองและเรียงลำดับ ช่วยให้คุณสามารถแสดงข้อมูลสำหรับการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด

4.  สร้างตารางอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องกังวลกับความซับซ้อนของฐานข้อมูล
                        การตรวจหาชนิดข้อมูลโดยอัตโนมัติ ทำให้การสร้างตารางใน Office Access 2007 เป็นเรื่องง่ายเหมือนการทำงานกับตาราง Excel พิมพ์ข้อมูลของคุณ และ Office Access 2007 จะรับรู้เองว่าเป็นวันที่ สกุลเงิน หรือชนิดข้อมูลที่ใช้งานโดยทั่วไปอื่นๆ และคุณยังสามารถวางกระทั่งตาราง Excel ทั้งตารางใน Office Access 2007 เพื่อที่จะเริ่มต้นติดตามข้อมูลด้วยสมรรถนะของฐานข้อมูลได้อีกด้วย

5.  ใช้ประโยชน์จากชนิดเขตข้อมูลใหม่ๆ สำหรับสถานการณ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น
                       Office Access 2007 ใช้ชนิดเขตข้อมูลใหม่ๆ เช่น สิ่งที่แนบมาและเขตข้อมูลแบบหลายค่า คุณสามารถแนบเอกสาร รูปภาพ หรือกระดาษคำนวณเข้ากับระเบียนใดก็ได้ในโปรแกรมประยุกต์ของคุณ ด้วยเขตข้อมูลแบบหลายค่า คุณสามารถเลือกค่าได้มากกว่าหนึ่ง (เช่น มอบหมายงานให้คนหลายคน) ในแต่ละเซลล์

6.  เก็บและปรับปรุงข้อมูลของคุณจากแหล่งข้อมูลโดยตรง
                         ด้วย Office Access 2007 คุณสามารถสร้างฟอร์มได้โดยการใช้ Microsoft Office InfoPath 2007 หรือ HTML เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับฐานข้อมูลของคุณ และสามารถส่งฟอร์มดังกล่าวนี้ให้กับเพื่อนร่วมทีมได้ผ่านอีเมล และใช้การตอบสนองของพวกเขานั้นเพื่อใส่และปรับปรุงตาราง Access ของคุณได้โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์ข้อมูลใดๆ ใหม่อีก

7.  ใช้ข้อมูลของคุณร่วมกันด้วย Microsoft Windows SharePoint Services
                          ใช้ข้อมูล Access ของคุณร่วมกับทุกคนในทีมโดยใช้ Windows SharePoint Services และ Office Access 2007 ด้วยสมรรถนะของโปรแกรมประยุกต์ทั้งสองที่ทำงานร่วมกัน เพื่อนร่วมทีมของคุณจะสามารถเข้าถึงและแก้ไขข้อมูล และดูรายงานแบบเรียลไทม์ได้โดยตรงจากส่วนติดต่อทางเว็บ

8.  ติดตามรายการ Windows SharePoint Services ด้วยความสามารถของไคลเอ็นต์ที่มากด้วยคุณลักษณะของ Office Access 2007
                        ใช้ Office Access 2007 เป็นส่วนติดต่อไคลเอ็นต์ที่มีคุณลักษณะสมบูรณ์แบบในการวิเคราะห์และสร้างรายงานจากรายการใน Windows SharePoint Services นอกจากนี้ คุณยังสามารถนำรายการมาใช้งานแบบออฟไลน์ และทำการเปลี่ยนแปลงให้ตรงกันเมื่อคุณเชื่อมต่อกับเครือข่ายอีกครั้ง ทำให้คุณสามารถทำงานกับข้อมูลได้สะดวกทุกเวลา

9.  ย้ายข้อมูลไปยัง Windows SharePoint Services เพื่อการจัดการที่ดีขึ้น
                     เพิ่มความโปร่งใสให้กับข้อมูลด้วยการย้ายข้อมูลไปยัง Windows SharePoint Services ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถสำรองข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ได้เป็นประจำ กู้คืนข้อมูลที่ถูกลบจากถังรีไซเคิล ติดตามประวัติการตรวจทานแก้ไข กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล ซึ่งจะทำให้การจัดการข้อมูลดียิ่งขึ้น

10.  เข้าถึงและใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหลายแห่ง
                    คุณสามารถใช้ Office Access 2007 เพื่อเชื่อมต่อตารางเข้ากับฐานข้อมูลของคุณจากฐานข้อมูล Access อื่นๆ กระดาษคำนวณของ Excel ไซต์ Windows SharePoint Services แหล่งข้อมูล Open Database Connectivity (ODBC) ฐานข้อมูล Microsoft SQL Server และแหล่งข้อมูลอื่นๆ แล้วใช้ตารางที่มีการเชื่อมโยงเหล่านี้เพื่อสร้างรายงานได้อย่างสะดวก สำหรับอ้างอิงในการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่มีความครบครันยิ่งกว่าเดิม

ข้อเสียของการประมวลผลแบบฐานข้อมูล

- มีต้นทุนสูง ต้องใช้ทุนด้านต่าง ๆ เช่น ซอฟต์แวร์ บุคลากร เป็นต้น
- มีความซับซ้อน การเริ่มใช้ระบบฐานข้อมูลอาจทำให้เกิดความสลับซับซ้อนได้ เช่น การจัดเก็บ การออกแบบ
- การเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของระบบ เนื่องจากการเก็บข้อมูลเป็นศูนย์กลาง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นทำให้ส่วนอีกกระทบไปด้วย